ขจัดข้อโต้แย้ง ทางธุรกิจอย่างไร ให้ได้ผล

Last updated: 2021-04-16  |  285 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ขจัดข้อโต้แย้ง ทางธุรกิจอย่างไร ให้ได้ผล

ขจัดข้อโต้แย้ง ทางธุรกิจอย่างไร ให้ได้ผล

 ขจัดข้อโต้แย้งทางธุรกิจอย่างไร...ให้ได้ผล

            ฉบับนี้...พาทุกท่านมาคุยกันในหัวข้อสุดคลาสสิคของงานเครือข่ายที่พูดเมื่อไหร่ก็ไม่มีวันตกยุค นั่นก็คือ "เทคนิคการตอบข้อโต้แย้ง" ครับ การพูดคุยกับผู้มุ่งหวังนั้น บางทีลูกค้าติดขัดอะไร ไม่กล้าหรือกลัวเรื่องอะไรอยู่ เขาอาจไม่ได้พูดบอกออกมาตรงๆ แต่เราต้องใช้ทักษะการเป็นนักฟังที่ดี และคอยจับสัญญาณด้วยตัวเองให้ได้


"สมการความมั่นคงของชีวิต"

แบบที่หนึ่ง รายได้ = รายจ่าย คือ..อยู่รอด

แบบที่สอง รายได้ < รายจ่าย คือ..ลำบาก

แบบที่สาม รายได้ > รายจ่าย คือ..มั่นคง

 

            หากจะวิเคราะห์ว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยตอนนี้ กำลังอยู่ในจุดไหน.. ผมคิดว่าคือ แบบที่สอง ซึ่งอาจกำลังลำบาก ถ้าเราเข้าใจจุดนี้เราจะสามารถส่งสัญญาณให้คนที่เราไปชวนได้ว่า ธุรกิจของเรา...คือการเพิ่มรายได้ ซึ่งเท่ากับ...เพิ่มโอกาลที่จะสร้างความมั่นคงในชีวิต เพราะผมเขื่อว่าทุกคน ต้องการเป็นแบบที่สาม..จริงไหมครับ

 

  ความจริงที่ได้จากกิฟฟารีน

  1. ลดรายจ่าย : สมัครแล้วซื้อใช้เอง ได้เงินปันผลคืนเข้ากระเป๋าตัวเอง
  2. เพิ่มรายได้ : ใข้แล้วดีใช้แล้วถูกใจ จะเริ่มเปลี่ยนจุดยืน จากลูกค้า..มาเป็นเจ้าของสินค้า ไปแนะนำให้คนอื่นใช้สินค้าของเราและได้เงินปันผล เพิ่มมากขึ้น (รายรับจะขึ้นอยู่กับวิธีการทำงาน /วิธีการสร้างเครือข่าย / การพัฒนาตัวเองของแต่ละคน)
  3. สร้างเงินเก็บเงินออม : เมื่อรายได้มากกว่ารายจ่าย ก็จะมี "รายเหลือ" นอกจากเงินปันผล บางคนยังเก็บออมจากโบนัสสะสมแต้มในแต่ละเดือนก็มีเช่นกัน
  4. เป็นธุรกิจของครอบครัวตลอดไป : ส่งต่อธุรกิจให้กับทายาทได้ เป็นรายได้ของคนในตระกูลต่อไป

 

 จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในกิฟฟาธีน

  1. ใจเปิด การซื้อสินค้าไปลองใช้ คือ สัญญาณที่บอกว่าผู้มุ่งหวัง "เปิดใจกับสินค้า" และการจะต่อยอดให้เขา "เปิดใจกับธุรกิจ" คือ ทำอย่างไรเขาจะมองเห็นเม็ดเงินเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในสินค้าแต่ละชิ้น สินค้าทุกขึ้นในโลกนี้มีเงินซ่อนอยู่เสมอ ถ้าไปซื้อที่ห้าง.เจ้าของห้างก็ได้ไป แต่ถ้าซื้อที่กิฟฟารีน..คนซื้อก็ได้ คนขายก็ได้ยิ่งแนะนำคนให้ใช้สินค้าของเรา ได้มาก จาก 1 ขึ้น เป็น 100 ขึ้น 1000 ขึ้น เงินที่จะได้กลับมาก็เยอะ ขึ้นตาม เม็ดเงินที่ซ่อนอยู่ในสินค้านั้นมหาศาล ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเก็บมาเป็นของเรา หรือปล่อยให้มันเป็นของคนอื่น..จริงไหมครับ
  2. มีวิธีการ ใช้สินค้า..โปรโมทสินค้า..แล้วค่อยขาย หากเราเป็นเจ้าของสินค้า หน้าที่ของเราคือ ใช้สินค้าและโปรโมทสินค้าก่อน (การโปรโมทสินค้า ต่างจากการขาย คือ การทำให้คนฟัง..รู้จัก..อยากใช้ สินค้าที่เราเล่า) เมื่อดึงให้ลูกค้ารู้จักสินค้าและสนใจสอบถามข้อมูล จึงค่อยเข้าสู่กระบวนการขายต่อไป ดีกว่ายี่ห้ออื่นยังไง ราคาเท่าไหร่ เป็นต้นและอย่าลืมติดตามลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
  3. ตั้งเป้าหมาย อย่ามัวแต่รอยอดธรรมชาติ หรือ ทำงานตามยถากรรมต้องมีการตั้งเป้าหมาย โดยอาจซอยเป้าหมายเป็นขนาด เล็ก-กลาง-ใหญ่ระยะสั้น-กลาง-ยาว อย่ากลัวที่จะตั้งเป้าหมาย เช่น เดือนนี้อยากมีรายได้ 5000 บาท / 10,000 บาท ต้องกล้าที่จะตั้งเป้าหมายแล้วไปให้ถึง
  4. ลงมือทำสม่ำเสมอ อย่ารอ อย่ามัวแต่คิดวนไปวนมา หรือกำหนดเงื่อนไขขั้นตอนให้ตัวเองมากจนเกินไป ไม่ต้องรอฤกษ์ขัย แต่ให้ลงมือทำได้ทันที
  5. พัฒนาตัวเองตลอด ในยุคนี้ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วย "การฟัง" ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายที่สุด ฟัง LIVE ฟัง Podcast ฟังผู้รู้ ฟังคนที่ประสบความสำเร็จ ถ้าไม่ชอบฟังก็ต้องชอบอ่าน ถ้าไม่ชอบฟังและไม่ชอบอ่าน ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จเราจะเอาข้อมูลที่ไหนมาขาย ของ มาเล่าเรื่อง
  6. ดูแลทีมงานเป็น ดูแลเป้าหมายของทีมงาน ให้เขาได้ในสิ่งที่เขาอยากได้เขาจึงจะเชื่อถือเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราแนะนำทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้จริง

 

  ข้อโต้แย้งของคน 2 กลุ่ม


กลุ่มที่ 1. ไม่เคยทำและไม่เคยถูกชวน

            คนกลุ่มนี้มักมีเรื่องที่กังวล คือ กลัวทำไม่ได้ / กลัวไม่ได้เงินจริง / ไม่มั่นใจสินค้า / ไม่เข้าใจวิธีการทำงาน จึงกลัวความยุ่งยากและกลัว เสียชื่อเสียง เป็นต้น

กลัวทำไม่ได้และขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง >>> เราต้องเสริมความมั่นใจว่างานนี้ไม่ได้ทำคนเดียว ทำกันเป็นทีม

เราพร้อมที่จะสนับสนุนและ ช่วยเหลือ ไม่ต้องมัวคิดว่าจะขายอะไรดีแต่ให้เปลี่ยนเป็นคิดว่า..เราจะ นำเสนออะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อเขาสินค้าของเราตัวไหนจะช่วยให้

กลัวเสียเพื่อน / กลัวไม่ได้รับการยอมรับ >>>  ลองขี้ให้เห็นว่า

  1. เราไม่ได้ไปยืมเงินเขา
  2. เราไม่ได้ไปโกหกเขา
  3. เราไม่ได้เอาของไม่ดีไปขายแพงๆ
เมื่อเราไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้..จงอย่ากลัว แต่ให้กลัวว่า..เรากำลังเล่าในสิ่งที่เพื่อนไม่ได้อยากรู้ ของที่เขาไม่ได้อยากได้หรือเปล่า ขายได้หรือไม่ได้บางทีก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นคนแบบไหนในสายตาของเพื่อน ถ้าเราเป็นคนที่เพื่อนรัก ทำสิ่งดีๆให้คนอื่นมาเสมอ ผมเขื่อว่าเพื่อนจะยินดีสนับสนุนเรา คนสมัยนี้ชอบอุดหนุนเพื่อนอยู่แล้ว ไปคุยแล้ว เขาไม่ซื้อ เราก็ไม่เสียหาย ไม่ต้องกลัวการผูกมัด ไม่มีการบังคับซื้อ... สิ่งที่น่ากลัวที่สุด..คือใจของตัวเราเองต่างหากครับ

กลุ่มคนที่ขาดความมั่นใจในบริษัท >>> ขอให้ฟังมากๆ อย่าเพิ่งพูด จนกว่าจะเข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้ผู้มุ่งหวังไม่มั่นใจคือประเด็นใดบ้าง เช่น ความมั่นคง / แผนฯ / วิธีการทำงาน แล้วจึงค่อยเล่าให้ตรงประเด็น

            คนกลุ่มแรกนี้ ผมคิดว่าชวนง่ายมากในยุคนี้ ถ้าตัวเราไม่ได้มีปัญหาเสียเอง และมีความพร้อม ความสำเร็จในการชวนใกล้เคียง 70-80%เลยทีเดียวครับ

ขจัดข้อโต้แย้ง ทางธุรกิจอย่างไร ให้ได้ผล - กิฟฟารีน


กลุ่มที่ 2.เคยทำขายตรง / เคยถูกชวนจากบริษัทอื่น

            คนกลุ่มนี้จะเป็นนักเปรียบเทียบ โดยเฉพาะเรื่องแผนการจ่ายผลตอบแทน เพราะฉะนั้นต้องเอาข้อมูลมาสู้กัน

บริษัทไหนจ่ายมากหรือน้อย ให้ดูจากระบบคะแนน (ที่กิฟฟารีนเรียกว่า "พีวี" คือ การจ่ายทุกๆ 1 บาท จะได้รับกี่คะแนน เช่น มีคนบอกว่าการขึ้นตำแหน่งแรกของกิฟฟารีน ได้คืนแค่ 10% แต่ของอีกเจ้าได้ตั้ง 25%

            ฟังแค่นี้อาจจะดูว่าแผนเราด้อยกว่า แต่ผมบอกเลยว่าเราดูจากตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่จ่ายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูจากการคิดคะแนนด้วย เมื่อถามต่อว่าเขาคิดคะแนนอย่างไร เขาบอกว่าเจ้านั้น จ่าย 100 บาท ได้ 10 คะแนน แต่ที่กิฟฟารีน จ่าย 100 บาทได้ 100 คะแนน

            ที่กิฟฟารีน ถ้าท่านจ่าย 100 บาท ได้ 100 คะแนน ได้ปันผล 10% ของคะแนน เท่ากับ 10 บาท

            ส่วนของเจ้านั้น ถ้าท่านจ่าย 100 บาท ได้ 25 คะแนน ได้ปันผล 25% เท่ากับ 2.50 บาท เป็นต้น

 

ตัวเราต้องมีกำลังใจและมีความั่นใจในกิฟฟารีน ว่าเป็นแผนที่ทำง่ายสุด จ่ายเยอะสุด ต้องเป็นคนหนักแน่น ไม่สู้ด้วยอารมณ์ ฟังเยอะๆ และค่อย ๆ อธิบายในแต่ละจุดอย่างใจเย็นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเสมอ เช่นตัวอย่างการนำเสนอจุดแข็งเรื่องคะแนนพีวี

              "ผมศึกษาแผนมาหลายบริษัท แต่ผมชอบแผนของกิฟฟารีน ตรงที่เขาให้คะแนนเยอะในการซื้อของ สินค้าหลักส่วนใหญ่พีวีเต็ม และตอนเค้าคำนวณเงินปันผลก็คำนวณจากพีวีเต็มตรงนี้เลย การได้เงินคืนจากการซื้อของในแต่ละเดือถือว่าเยอะมาก ถ้ามีโอกาสผมลองคำนวณให้ดูได้นะครับ.."

ตัวอย่างการนำเสนอจุดแข็งเรื่องความง่ายในการทำธุรกิจ

            "กิฟฟารีนมีสินค้าหลายกลุ่มหลายระดับราคา จึงทำให้เราทำธุรกิจได้กับคนทุกกลุ่ม ถ้าเราเป็นเจ้าของห้างและมีสินค้า หลากหลายครอบคลุมสำหรับคนทุกกลุ่มทุกวัยทุกฐานะ โอกาสที่คนจะเดินเข้าห้างของเรามากกว่า ขายได้ง่ายกว่า ... ก็มากตามไปด้วย และยังมีระบบสนับสนุนให้ขายสินค้าได้หลาย ช่องทางทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ด้วยครับ รับออเดอร์อยู่ที่บ้าน
ก็ขายของได้สบาย..."

            อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าคนกลุ่มที่ 2 นี้ ถือเป็นกลุ่มที่น่าสนใจและคุ้มค่ากับเวลาที่จะลองพูดคุยด้วย เพราะมีพื้นฐานประสบการณ์มาก่อน เพียงแต่ยังลังเลใจ หรืออาจกำลังตัดสินใจอยู่หากเราอธิบายและตอบคำถามได้ตรงจุด พูดคุยแลกเปลี่ยนลื่นใหล ก็จะทำให้เขาตัดสินใจร่วมธุรกิจได้ไม่ยากครับ แต่อย่าหักล้างจนเขารู้สึกเสียหน้า หรืออับอาย คุยจบแล้วต้องไม่เป็น ศัตรู มิตรภาพต้องคงอยู่หลังจบการสนทนา

           ขอฝากทิ้งท้ายไว้ว่า...การจะเลือกทำธุรกิจกับบริษัทใด เท่ากับว่าเรา..ลงทุนด้วยชีวิต / ร่วมหัวจมท้าย / เอาเครดิตตัวเองไปผูกพัน / ส่งผลต่อภาพลักษณ์ในสายตาของคนรู้จักในระยะยาว

           ฉะนั้น การเลือกบริษัทขายตรงที่จะทำธุรกิจด้วย เป็นมากกว่าเรื่อง "ทำที่ไหน..ได้เท่าไหร่" แต่ยังมีเรื่อง "ทำกับบริษัทไหน..แล้วคนจะมองเราอย่างไร" แบรนด์ของตัวเองและแบรนด์ของบริษัทจะเดินไปคู่กันเสมอ

           ที่กิฟฟารีนเราพูดเรื่องจริง และคือความสำเร็จที่เป็นไปได้จริง ที่
พิสูจน์มาแล้ว 25 ปี


...สวัสดีปีใหม่ไทยครับ...

 

BiZcoach

โดย อ.พงศ์พสุ อุณาพรหม
ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาต

Powered by MakeWebEasy.com